ปิดอัพเดท windows 10 | วิธีปิด Windows Update

มีทางแก้หลายทางที่จัดการกับปัญหาที่น่ารำคาญ  และก่อกวนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ หนึ่งในนั้นคือ การปิดการอัปเดตอัตโนมัติ (Automatic Updates) ของ Windows 10 เราจะทำให้คุณดูว่าจะมันทำอย่างไรและช่วยให้คุณมีสามารถควบคุมเครื่องคุณได้มากขึ้น 

วิธีปิดอัพเดท Windows 10 ?
หนึ่งในคุณสมบัติของ Windows 10 ที่มีการถกเถียงกันมากที่สุด คือ แนวทางใหม่ที่ระบบปฏิบัติการ Windows จัดการเกี่ยวกับการอัปเดตตัวมันเอง อัปเดตล่าสุดหรือแพทล่าสุดจะติดตั้งแบบอัตโนมัติเมื่อ Windows ตรวจสอบแล้วว่าจำเป็นต้องติดตั้ง ซึ่งสิ่งนี้รบกวนผู้ใช้งาน Windows 10 เป็นอย่างมากเนื่องจากผู้ใช้งานต้องรีสตาร์ทเครื่องในเวลาที่ไม่สมควร

สิ่งที่ต้องระมัดระวัง – การอัพเดต Windows มีความสำคัญต่อระบบปฏิบัติการ
โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้รับการป้องกันด้วยซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสก่อนที่จะปิดใช้งานการอัปเดต Windows เพราะหลังจากปิดการอัปเดตแล้ว “Windows Defender” จะไม่ได้รับการอัปเดตสำหรับป้องกันไวรัสหรือภัยคุกคามใหม่ได้

ทดลองใช้  Bitdefender Total Security ฟรี

3 วิธีการในการปิดการอัปเดตอัตโนมัติ (Automatic Updates) ใน Windows 10:

  1. ปิดบริการการอัปเดต Windows
  2. ตั้งค่า Metered Connection 
  3. ใช้งาน Group Policy Editor

ก่อนจะไปขั้นตอนถัดไป ห้ามลืมว่าการอัปเดต Window บางครั้งจะเป็นเรื่องของความปลอดภัย หรือ ปรับปรุงเรื่องความเสถียรของ Windows ดังนั้นโปรดระลึกเสมอถ้าคุณต้องการปิดการอัปเดตเป็นระยะเวลานาน

ตัวเลือกนึงที่คุณไม่ควรทำ คือ การเปลี่ยนแปลงค่า registry ในเครื่องของคุณเพื่อปิดการอัปเดต Windows การกระทำนี้เป็นการกระทำที่อันตราย และ ควรทำโดยคนที่มีความรู้และประสบการณ์ โดยจะต้องทำการสำรองข้อมูลทั้งเครื่องก่อนที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงค่า registry ถ้ามีข้อผิดพลาดระหว่างการแก้ไขเปลี่ยนแปลงค่า registry มันอาจมีผลกับเครื่องของคุณหรือมีผลกับประสิทธิภาพของเครื่องด้วย

ตัวเลือกที่

01

การปิดการบริการอัปเดต Windows

บริการการอัปเดต Windows เป็น บริการจำเป็นของ Windows บริการหนึ่ง แต่สามารถปิดได้เหมือนบริการ Windows อื่นๆ

ขั้นตอนในการปิดบริการการอัปเดต Windows 10:

1. เปิด Run command (กดปุ่ม Win + R) พิมพ์ “services.msc” .

2. เลือก Windows Update service จากบริการทั้งหมด

3. คลิกแท็บ “General” และเปลี่ยน “Startup Type” เป็น “Disabled”

4. รีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์

เมื่อไรก็ตามที่คุณต้องการเปิดบริการการอัปเดตอีกครั้ง คุณสามารถทำตามขั้นตอนที่ 3 แต่เปลี่ยนค่าที่เลือกเป็น “Automatic”

ตัวเลือกที่

02

ตั้งค่า Metered Connection

ถ้าคุณใช้งาน WIFI ในเครื่อง Windows 10 ในการใช้งาน internet คุณจะมีตัวเลือกให้สามารถตั้งค่า metered connection ได้ โดยถ้าตั้งค่าตัวเลือกนี้ แบนด์วิดธ์จะไม่ถูกใช้งานสำหรับการดาวน์โหลดอัปเดตต่างๆของ Windows

วิธีการจำแนกประเภทของ Microsoft อาจยังคงเป็นปริศนา แต่ปัญหาด้านความเสถียรที่เกิดจากการอัปเดตคุณสมบัติไดรเวอร์และซอฟต์แวร์ น่าจะลดลงโดยการเลือกตัวเลือกนี้เพื่อหยุดการอัปเดตอัตโนมัติของ Windows 10

ขั้นตอนการทำเป็นดังนี้:

1. เปิด Windows Settings application (กดปุ่ม Win + I)

2. คลิก ‘Network & Internet’

3. คลิกที่ ‘Wi-Fi’ และเลือก ‘Manage known networks’.

4. เลือกชื่อ network ที่คุณใช้งาน และคลิก ‘Properties’ เลื่อนตัวสไลด์ที่ ‘Set as metered connection’ ให้เป็น ‘On’.

ด้วยเหตุผลบางอย่าง Microsoft มีตัวเลือกนี้เฉพาะเมื่อคุณใช้งาน WIFI ถ้าคุณใช้งาน internet ด้วยสายแลน คุณอาจจะไม่สามารถตั้งค่า metered connection ได้

ตัวเลือกที่

03

การใช้งาน Group Policy Editor

คุณสามารถเปลี่ยนโดยใช้ Group Policy Editor ได้ก็ต่อเมื่อคุณใช้งาน Windows 10 Education, Windows 10 Pro หรือ Windows 10 Enterprise เท่านั้น สำหรับท่านที่ใช้ Windows 10 Home คุณไม่สามารถใช้วิธีการนี้ในการปิดการอัปเดต Windows 10 ได้ 

ถ้าคุณเลือกวิธีการนี้ การอัปเดตด้านความปลอดภัยจะยังคงถูกติดตั้งโดยอัตโนมัติ แต่สำหรับการอัปเดตอื่นๆคุณยังจะได้รับแจ้งว่าสามารถอัปเดตได้ตามเวลาที่คุณต้องการ วิธีการนี้เป็นวิธีการแบบเดิมที่ Windows ใช้ในการอัปเดต ปัจจุบัน Microsoft ต้องการลดไม่ให้ผู้ใช้งานทั่วไปจัดการเกี่ยวกับเรื่องการอัปเดต แต่วิธีการนี้ก็ทำให้ลดความสะดวกสบายในการจัดการกับการอัปเดตสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนการใช้งาน Group Policy Editor ในการปิดการอัปเดตอัตโนมัติของ Windows 10:

1. เปิด Run command (กดปุ่ม Win + R). พิมพ์ “gpedit.msc” และกดปุ่ม Enter เพื่อเปิด Group Policy Editor.

2. คลิกเลือกที่ “Computer Configuration” และเลือก “Administrative Templates”.

3. เลือก “Windows Components” หลังจากนั้นเลือก “Windows Update”.

4. ค้นหา “Configure Automatic Updates.” ในช่องด้านขวา

5. Select the option that indicates “Notify for download and auto install”.

6. คลิก “Apply” และ “OK”.

7. พิมพ์ “Windows Update” ใน Start menu และเลือก “Windows Update Settings.”

8. รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ของคุณเพื่ออัปเดตการตั้งค่าของ group policy editor.

9. ตรวจสอบเรื่องการอัปเดต คุณจะเห็นว่าการอัปเดตจะไม่ทำแบบอัตโนมัติแล้ว

หลังจากนี้ Windows จะแจ้งเตือนคุณเวลาที่มีอัปเดตใหม่เข้ามาและคุณจะเป็นคนจัดการเรื่องการดาวน์โหลดและติดตั้งมันเอง

ทำไมเราถึงต้องรู้การปิดการอัปเดต Windows 10?

การอัปเดตระบบปฎิบัติการ Windows, ไดร์เวอร์ และ โปรแกรมต่างๆ อาจะทำให้เกิดอาการที่ไม่คาดคิดที่ทำให้เกิดปัญหา ทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันจากปัญหาที่ไม่คาดคิดเหล่านั้น คือ การสำรองข้อมูลก่อนที่คุณจะอัปเดตทุกสิ่งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

สิ่งที่ต้องระมัดระวังเมื่อการอัปเดตอัตโนมัติดำเนินการโดยไม่ได้รับการยืนยันจากคุณ คุณจะไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนข้างต้นได้ทำให้อาจจะต้องนำข้อมูลเก่าๆที่สำรองไว้มาใช้ในเวลาต้องการกู้คืนข้อมูลกลับมา

การอัปเดตแต่ละครั้งอาจต้องการรีบูทเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเพื่อให้การติดตั้งเรียบร้อยและต้องการแบนด์วิดท์มากขึ้นในขณะที่คุณกำลังใช้งาน ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณช้าลงและคุณอาจจะเจอการรีบูทแบบไม่ทันตั้งตัวทำให้เกิดความเสียหายกับงานของคุณได้

ดังนั้นจึงมีเหตุผลให้ปิดการอัปเดตอัตโนมัติใน Windows 10 แต่พึงระวังไว้ว่าอย่าลืมทำการอัปเดตเครื่องคอมพิวเตอร์คุณ แม้ว่าการอัปเดตอัตโนมัติเป็นปัญหาแต่การปล่อยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณไม่ได้รับการอัปเดตอาจะทำให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงกว่าก็เป็นได้

โดยสรุป

การอัปเดต Windows สำคัญสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows การทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณอัปเดตล่าสุดมีความสำคัญสำหรับความปลอดภัยของเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ เพราะไม่มีซอฟแวร์หรือระบบปฎิบัติการใดๆที่ไม่มีข้อผิดพลาดและมันควรได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง  

Windows เองก็มีซอฟแวร์ป้องกันไวรัสมาให้ ชื่อว่า “Windows Defender” แต่จำไว้ว่า ถ้าไม่มีการอัปเดต คุณก็ไม่มีการป้องกันเหมือนกัน

ถ้าคุณตัดสินใจปิดการอัปเดตอัตโนมัติ เราขอแนะนำให้คุณติดตั้งซอฟแวร์ป้องกันไวรัส คุณสามารถทดลองใช้ Bitdefender Total Security antivirus ได้ฟรี

นอกจากนี้ Bitdefender ยังสามารถช่วยเรื่องดังต่อไปนี้:

  • ลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  • ปรับแต่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเปิดได้เร็วขึ้น
  • จัดการกับไฟล์ใหญ่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งานได้
  • ป้องกันโฟลเดอร์ด้วยรหัสผ่านของคุณเองได้